Engine by iGetWeb.com

ขั้นตอนการจัดสวน

ขั้นตอนการจัดสวน

 

ขั้นตอนการจัดสวนที่สำคัญ

          การจัดสวน

1.สำรวจหาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสวน ได้แก่

1.1 สถานที่จัดสวน มีสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร เป็นที่กลางแจ้ง สูงชัน สภาพดินเป็นอย่างไร มีต้นไม้เดิมหรือไม่เป้นต้น

1.2 สอบถามความต้องการของเจ้าของที่ต้องการจัดสวนว่าต้องการสวนอย่างไร มีงบประมาณเท่าไร สวนแบบไหน มีองค์ประกอบสวนอย่างไร ต้องการน้ำตก บ่อปลา เป็นสวนป่า หรือเป็นต้น

1.3 น้ำข้อมูลที่ได้มาทำการออกแบบสวน เพื่อนำเสนอและรอการอนุมัติสร้างตามแบบต่อไป

เมื่อตกลงในรายละเอียดต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยซึ่งอาจจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายการต่าง ๆ บ้าง จนเป็นที่พอใจ ก็จะเริ่มลงมือปฏิบัติงาน ซึ่งการทำงานจะต้องมีการวางแผนหรือเตรียมงานเป็นขั้นตอน   เพื่อให้งานเสร็จได้ตามกำหนดเวลา รวมทั้งสามารถเบิกจ่ายเงินแต่ละงวดงานได้

          ขั้นตอนการจัดสวน (landscape installation) จะแบ่งเป็นขั้นตอนได้ ดังนี้

  1. จัดหาวัสดุองค์ประกอบในการจัดสวน เริ่มตั้งแต่สำรวจหาแหล่งพรรณไม้ ตามรายการที่กำหนดตามแบบไว้ รวมทั้งองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น หิน ทราย เก้าอี้สนาม น้ำพุ เหล่านี้ เป็นต้น การจัดหาจะต้องให้ได้ชนิดและขนาดตามแบบที่นำเสนอต่อเจ้าของสถานที่ พยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงพรรณไม้และอื่น ๆ  แต่หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงจะต้องชี้แจงให้เจ้าของทราบ โดยพยายามหาสิ่งที่ดีกว่าในราคาใกล้เคียงกันมาทดแทน เมื่อสำรวจหาวัสดุต่าง ๆ ได้แล้ว ควรจะตกลงฝากของต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ที่ร้านก่อน จนกว่าจะเตรียมพื้นที่เรียบร้อย แล้วทำการขนย้ายไปในวันเดียวกันเพื่อใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องนำมาทิ้งไว้รอเวลาจนเกิดความเสียหายและเป็นภาระในเรื่องการดูแลรักษา

 

 

   2. ปรับบริเวณ เป็นขั้นตอนแรกของการเตรียมพื้นที่ ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมาก ในกรณีการจัดสวนสำหรับบ้านที่ก่อสร้างใหม่ ควรรอให้งานก่อสร้างส่วนใหญ่เสร็จแล้ว มีการวางท่อน้ำ ท่อประปา วางสายไฟเรียบร้อย  จึงเริ่มทำการปรับพื้นที่  การปรับพื้นที่เริ่มตั้งแต่การกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการให้มีในสวนของเราออกไป เช่น หิน กรวด ทราย วัสดุเหลือทิ้งจากงานก่อสร้าง วัชพืช รวมทั้งต้นไม้ที่ไม่ต้องการ เป็นต้น  หลังจากกำจัดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยจะเห็นสภาพพื้นที่ที่แท้จริง ซึ่งอาจจะเป็นหลุมบ่อสูงต่ำไม่เท่ากัน ทำการปรับหน้าดินให้เรียบตามที่ต้องการ การปรับดินจะต้องคำนึงถึงการระบายน้ำด้วย จะต้องไล่ระดับของดินให้สูงไปหาต่ำตรงบริเวณที่เป็นท่อระบายน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำขังเมื่อฝนตก ทุกจุดของการจัดสวนจะต้องคิดถึงเรื่องการระบายน้ำ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ใกล้ชายคาบ้าน ซึ่งน้ำจะไหลลงมามากเมื่อฝนตก ควรพิจารณาปรับทางระบายน้ำ รวมทั้งการเลือกพรรณไม้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

        3.  ปรุงแต่งบริเวณ หลังจากปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มทำการปรุงแต่งบริเวณให้ได้รูปแบบตามที่ต้องการ ช่วงไหนจะขุดบ่อ ทำเนิน ก็ใช้ปูนขาวโรยแสดงขอบเขตไว้ การจัดสวนส่วนใหญ่มักจะมีเนินเพื่อให้เกิดระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งการทำเนินดินนี้ควรพิจารณาขนาดและความสูงของเนิน  ซึ่งจะต้องมีความสัมพันธ์กันกับบริเวณทั่วไป รวมทั้งพิจารณาการระบายน้ำในบริเวณนั้น ๆ ด้วย  ในเรื่องขนาดและความสูงของเนินนั้นจะต้องคิดรวมไปถึงเวลาที่ปลูกพรรณไม้ลงไปบนเนินแล้วจะทำให้พรรณไม้ดูสูงเด่นผิดปกติหรือไม่ ในกรณีพื้นที่ใหญ่การทำเนินอาจทำเป็นแบบขั้นบันได เพื่อให้เกิดความลดหลั่นต่อเนื่องกัน แต่การทำขั้นบันไดนี้ควรคิดถึงการปูหญ้าและตัดหญ้าในบริเวณนั้น ๆ ด้วย    ซึ่งการทำขั้นบันได แบบบันไดจริง ๆ จะมีมุม มีเหลี่ยม ดูกระด้าง และยากแก่การตัดหญ้า

          หลังจากถมที่ ทำเนิน ปรับแต่งตามแบบที่ต้องการแล้ว ควรรดน้ำ ทำให้ดินแน่นไม่เป็นโพรง ทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อดินหมาดใช้ลูกกลิ้งบดดินให้เรียบ ช่วงไหนเกิดการยุบของดินก็เติมดินลงไปจนเป็นที่พอใจ การปรุงแต่งบริเวณนี้ในพื้นที่ที่จะปูหญ้า หากใช้ทรายอัดแน่นอีกที จะช่วยให้การปูหญ้าดูเรียบได้สนามที่สวยงาม

          4. จัดสวน ลงต้นไม้และองค์ประกอบอื่น ๆ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะแสดงออกถึงลักษณะของสวน หากแบบของการจัดสวนมีการใช้พรรณไม้ หินและสิ่งอื่น ๆ รวมกัน การจัดวางจะเริ่มจากหินก่อน แต่ทั้งนี้บริเวณที่จะปลูกพรรณไม้ตามจุดต่าง ๆ จะเริ่มเตรียมหลุมเพื่อปลูกพรรณไม้นั้น ๆ เริ่มตั้งแต่ไม้ประธาน  ไม้พุ่ม  และไม้คลุมดินตามลำดับ จากแบบแปลนจะดูตำแหน่งระยะห่างจากกำแพงจากตัวบ้าน เมื่อได้จุดที่ต้องการ ใช้ปูนขาวโรยเป็นวงตรงจุดนั้น ๆ ทำการขุดดิน ย่อยดิน ปรุงแต่งดิน ให้เหมาะต่อการปลูกพืชนั้น ๆ โดยทั่วไปจะขุดดินเตรียมหลุมปลูกขนาด   .80 x .80 x .80 เมตร สำหรับไม้ต้น   ขนาด .50 x .50 x .50 เมตร สำหรับไม้พุ่ม ส่วนไม้คลุมดินเตรียมหลุมปลูก โดยขุดลึกประมาณ 1 ฟุต ปรุงแต่งดิน แล้วกลบดินรอปลูกต้นไม้ต่อไป ในขณะขุดหลุมปลูก หรือหลังจากปรับปรุงพื้นที่แล้ว  พบว่ามีวัชพืชขึ้นอยู่   ให้กำจัดวัชพืชเหล่านั้นออกให้หมด มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาภายหลัง ซึ่งยากแก่การกำจัด ทำให้ความสวยงามของสวนน้อยลง

          หลังจากเตรียมหลุมปลูกพรรณไม้ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว การจัดสวนจะเริ่มต้นจากการวางหิน

        5. จัดวางก้อนหินโดยทั่วไปจะจัดวางเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-3 ก้อน แต่ถ้าเป็นหินขนาดใหญ่ สูงเกิน 1 เมตรขึ้นไป มักจะวางไว้เดี่ยว ๆ การจัดวางหินจะต้องคำนึงถึงความงามที่ได้จากเส้นและรูปทรงของหิน การจัดวางแบ่งได้ 3 แบบคือ เน้นเส้นทางสูง เน้นเส้นทางนอน และเน้นรูปทรงของหิน

          การจัดวางหินโดยเน้นเส้นทางสูง เป็นการใช้หินที่มีรูปทรงผอมสูง ซึ่งจะจัดวางเน้นบริเวณที่ราบให้ดูเด่นขึ้น หรืออาจจะใช้วางบนเนินเพื่อให้เนินนั้นเด่นกว่าเนินอื่น ๆ การใช้หินอื่นประกอบอีกหนึ่งหรือสองก้อน จะช่วยลดความแรงของเส้นในทางตั้ง โดยวางหินประกอบตามนอน หินประกอบนี้จะต้องมีขนาดเล็กกว่า แต่รูปทรงควรจะสัมพันธ์กัน เช่น หนาพอ ๆ กัน และควรเป็นหินชนิดเดียวกัน

          การจัดวางหินโดยเน้นเส้นทางนอน เป็นการใช้หินที่มีรูปทรงผอมสูงเช่นเดียวกัน แต่จัดวางให้ราบไปกับพื้นดิน การจัดวางลักษณะนี้ ควรเลือกใช้หินก้อนใหญ่ เพื่อให้เกิดจุดเด่นเมื่อวางราบกับพื้นดิน ในกรณีที่หินมีรูปทรงสวยงามและขนาดความยาวเกินกว่า 1 เมตร ก็สามารถจัดวางก้อนเดียวโดด ๆ ได้  แต่ถ้าหินมีขนาดเล็ก ก็จะใช้หิน 2 ก้อน  โดยหินที่นำมาประกอบจะมีขนาด 2 ใน 3 ของหินหลัก และจัดวางเน้นเส้นทางสูง แต่ไม่สูงจนเกินไปจนเด่นกว่าหินหลักที่เป็นประธาน หินที่นำมาจัดวางจะต้องเป็นหินชนิดเดียวกัน

          ส่วนการจัดวางหินโดยเน้นรูปทรงของหิน เป็นการใช้หินที่มีรูปทรงสวยงาม มองได้รอบด้าน ลักษณะกว้าง ยาว สูง ใกล้เคียงกัน การเลือกใช้หินประเภทนี้จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ การใช้รูปทรงของหินนั้นจริง ๆ เช่น รูปทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม กับการใช้แง่มุมของหินเป็นจุดเด่น  ซึ่งรูปทรงของหินลักษณะนี้จะมีแง่มุมยื่นออกมา มีรู ร่องต่าง ๆ บางชนิดจะมีรูพรุนรอบตัว เป็นพวกหินทราย หินกรวด เป็นต้น  การจัดวางหินที่มีรูปทรงสวยงาม จะวางก้อนเดียวโดด ๆ ขนาดของหินที่นำมาใช้ประมาณฟุตครึ่งถึงสองฟุต หรืออาจจะโตกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ที่จัดสวนนั้น ๆ

          การเคลื่อนย้ายก้อนหินควรใช้เครื่องมือทุ่นแรงช่วย เช่น รถเข็น ท่อนไม้สำหรับงัดหิน เชือกสำหรับดึงหรือผูกก้อนหินเพื่อหาม เหล่านี้ เป็นต้น การใช้รถเข็น เคลื่อนย้ายหิน อาจจะทำให้ดินที่ปรับแต่งแล้วยุบตามน้ำหนักของรถเข็น ในกรณีนี้ให้ใช้ไม้กระดานวางพาดบนดิน ก่อนทำการเคลื่อนย้ายหิน   ก็จะช่วยไม่ให้ดินเป็นรอยได้ ส่วนหินที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ จะต้องใช้ปั้นจั่นช่วยยก ก่อนที่จะยกไปจัดวางจะต้องพิจารณาดูว่าจะวางก้อนหินอย่างไร จุดที่จะวางหินจะต้องขุดดินให้ลึกพอสมควร จะได้ง่ายต่อการขยับ ปรับย้ายหิน ให้อยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะ ก่อนฝังหินให้ดูเหมือนธรรมชาติ

          6.  ปลูกพรรณไม้  พรรณไม้ที่ใช้จัดสวนทีทั้งไม้ต้น  ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน ตำแหน่งของการปลูกพรรณไม้จะต้องสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่น ๆ รวมทั้งสัมพันธ์กับบริเวณที่จัดด้วยเมื่อเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อย ดำเนินการลำเลียงพรรณไม้ต่าง ๆ จากแหล่งซื้อที่ฝากไว้  ลงมือปลูก เริ่มจากไม้ใหญ่ก่อนโดยนำพรรณไม้นั้นมาวางตรงใกล้จุดปลูก ขุดดินในหลุมปลูกให้ลึกเท่ากับความสูงของกระถาง เอาต้นไม้ออกจากกระถาง ระมัดระวังไม่ให้รากกระทบกระเทือน จัดวางต้นไม้ลงในหลุม กลบดินให้แน่น ให้ระดับดินเสมอรอยเดิมขณะที่อยู่ในกระถาง ทำการค้ำต้นด้วยไม้ไผ่ หรือไม้สน โดยใช้ไม้ 3 อัน ค้ำเป็นรูปสามเหลี่ยม   มัดด้วยเชือกให้แน่น   เพื่อป้องกันการโยกคลอนของต้นเมื่อลมพัด ซึ่งส่งผลกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้การตั้งตัวของต้น รวมทั้งการเจริญเติบโตช้าไป

          การปลูกไม้พุ่ม ควรเว้นระยะให้พอเหมาะโดยพิจารณาถึงความเจริญเติบโตของไม้พุ่มนั้น ๆ ด้วย ในกรณีสถานที่ที่จัดสวนโล่ง ลมพัดแรงควรทำการค้ำไม้เหล่านี้เช่นเดียวกับไม้ใหญ่ ดูแลจนไม้พุ่มตั้งตัวเจริญเติบโตแตกใบใหม่แล้วจึงตัดแต่งรูปทรงตามที่ต้องการ

          ส่วนการปลูกไม้คลุมดิน ส่วนใหญ่ไม้เหล่านี้จะอยู่ในถุงพลาสติก ซึ่งง่ายต่อการเอาต้นออก ทำการปลูกลงในบริเวณที่กำหนด โดยเว้นระยะให้พอเหมาะกับชนิดของไม้นั้น ๆ

          หลังจากปลูกพรรณไม้เรียบร้อยแล้วจะต้องรดน้ำพรรณไม้ต่าง ๆ เหล่านี้ จนชุ่ม คอยเอาใจใส่ดูแลจนกว่าตั้งตัว และเจริญเติบโตต่อไป

          เมื่อวางหินและปลูกพรรณไม้ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว หากผู้ออกแบบมีความรู้สึกว่าสวนมองดูไม่สมบูรณ์ มีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป ก็สามารถจะเพิ่มเติมส่วนที่คิดว่าขาดได้โดยอาจจะเลือกใช้พรรณไม้ หิน หรือองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อให้บริเวณนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การปรับปรุงเพิ่มเติมนี้จะเกิดขึ้นแทบทุกครั้งที่มีการจัดสวน เพราะการออกแบบแต่ละครั้งจะให้ได้ผลสมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นไปได้ยาก แต่ทั้งนี้การปรับปรุงเพิ่มเติมจะต้องทำความเข้าใจ และตกลงกับเจ้าของสถานที่ด้วย

         7. ปูหญ้า การสร้างสนามหญ้าได้กล่าวไว้ในบทที่ 7 โดยทั่วไปเจ้าของสถานที่ต้องการให้การจัดสวนสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว ดังนั้นการทำสนามหญ้าจึงนิยมใช้วิธีการปลูกหญ้าแบบปูพรมซึ่งจะได้สนามที่สมบูรณ์ทันที

          ก่อนที่จะเริ่มปูหญ้า ควรปรับแต่งพื้นที่ให้เรียบอีกครั้ง เพราะหน้าดินอาจจะถูกชะล้างโดยฝน ทำให้ผิวดินเป็นร่อง หรืออาจเป็นหลุมเป็นบ่อเนื่องจากการเหยียบย่ำจัดสวน ดังนั้นจำเป็นจะต้องใช้ดินถมตามหลุมบ่อต่าง ๆ  อัดดินให้แน่นปรับระดับให้ได้ตามความต้องการ แล้วใช้ทรายโรยให้หนาประมาณ 1-2 เซนติเมตร  เกลี่ยทรายให้มีควาสม่ำเสมอ ใช้ไม้ปาดให้เรียบ โรยปูนขาว ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเทศบาล ให้ทั่วบริเวณ ก่อนปูหญ้าต้องรดน้ำ ให้ดินชุ่มชื้นพอประมาณ

          การปูหญ้าจะรวดเร็วหากมีการแบ่งหน้าที่ผู้รับผิดชอบออกเป็นฝ่าย ๆ ดังนี้

          เริ่มจากฝ่ายลำเลียงแผ่นหญ้า   ทำหน้าที่ลำเลียงหญ้าจากกองหญ้ามาให้ฝ่ายปูหญ้า

          ฝ่ายปูหญ้า ทำหน้าที่คลี่แผ่นหญ้าและปูหญ้า การปูหญ้าจะเริ่มจากขอบแนวด้านใดด้านหนึ่งของสนามที่จะทำงานได้สะดวก การปูแผ่นหญ้าจะต้องให้ขอบชิดกัน ให้สนิทในแต่ละแผ่น วิธีการที่ดีคือเผยอขอบแผ่นหญ้าทั้งสองแผ่นขึ้นแล้วกดทั้งสองแผ่นลงพร้อม ๆ กัน รอยต่อจะสนิท ปูต่อไปเรื่อย ๆ จนทั่วบริเวณ

          ฝ่ายซ่อมแซมหญ้า กรณีที่แผ่นหญ้าวางทับกันนานในขณะรอการปูหญ้า แผ่นหญ้าที่พับกันไว้ดินสองด้านจะประกบกันสนิท ทำให้ยากแก่การคลี่หญ้าออก ส่งผลให้แผ่นหญ้าฉีกขาดได้  ฝ่ายทำหน้าที่ซ่อมแซมหญ้าจะใช้น้ำรดแผ่นหญ้าให้ชุ่ม ดินจะอ่อนตัวทำให้คลี่แผ่นหญ้าได้สะดวกขึ้น หากแผ่นหญ้าขาดก็มีหน้าที่ซ่อมหญ้าให้เป็นแผ่นสมบูรณ์

          ฝ่ายทุบหญ้า ใช้แผ่นไม้กระดานที่มีด้ามจับทุบแผ่นหญ้าให้เรียบสนิทกับพื้นผิวดิน การทุบจะต้องทุบให้เรียบสนิททั้งแผ่น

          เมื่อปูหญ้าเสร็จสิ้นแล้วใช้ลูกกลิ้งบดทับเพื่อให้แผ่นหญ้าแนบสนิทเป็นผืนเดียวกันการบดทับจะทำทั้ง 4 ด้าน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องให้น้ำทันทีหลังจากปูหญ้าเสร็จ การให้น้ำสนามหญ้าจะให้ตลอดไปจนกว่าหญ้าจะงอกรากใหม่     การให้น้ำช่วงแรกหากอากาศร้อนแดดจัดจะต้องให้น้ำแบบพ่นฝอย (sprinkler) ทั้งวัน ตลอดเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจจะให้น้ำวันละครั้งโดยให้น้ำจนชุ่ม

          สนามหญ้าปูหญ้าเสร็จใหม่ ๆ  ให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปเหยียบย่ำ หรือใช้งาน หากจำเป็นจะต้องเข้าไปควรใช้แผ่นไม้กระดานวางก่อนแล้วจึงเหยียบไปบนไม้นั้น มิฉะนั้นหญ้าจะบอบช้ำ เสียหาย ทำให้สนามหญ้าไม่เรียบได้

             8. ปูทางเท้า การปูทางเท้าจะทำหลังสุด โดยกำหนดแนวทางเท้าบนสนามหญ้าให้ถูกต้อง ใช้ปูนขาวโรย เป็นแนวตามแบบแปลนที่ทำไว้ วัสดุที่ใช้ทำเป็นทางเท้าอาจจะใช้หินกาบ หินล้าง ซีเมนต์อัด หรือแผ่นซีเมนต์ธรรมดา รูปร่างของแผ่นทางเท้าอาจจะเป็นรูปวงกลม สี่เหลี่ยม หรือหกเหลี่ยม เมื่อเลือกวัสดุที่จะทำเป็นทางเท้าได้แล้วก็ทำการปูทางเท้า โดยวางให้ห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตร ให้ระยะการก้าวเดินพอดี หากชิดหรือห่างเกินไป ทำให้การเดินไม่สะดวก ก็สามารถปรับให้ได้ระยะพอเหมาะ ถ้าจะให้แน่ใจควรลองวางแผ่นทางเท้า แล้วให้หลาย ๆ คน ทดลองเดินดู เมื่อวางแผ่นทางเท้าตามแนวที่กำหนดแล้ว ใช้มีดเล็กบางและคมเฉือนลงไปในแผ่นหญ้าตามแนวรูปแผ่นทางเท้านั้น ยกแผ่นทางเท้าขึ้นดึงเอาแผ่นหญ้าที่ถูกตัดออก ปรับระดับดินให้เรียบ ใส่ทรายเกลี่ยให้ทั่วแล้วจึงวางแผ่นทางเท้าลงที่เดิม ให้แผ่นทางเท้าสูงกว่าระดับหญ้าประมาณครึ่งของความหนาของแผ่นทางเท้านั้น เมื่อวางแผ่นทางเท้าเรียบร้อยแล้ว ลองยืน หรือก้าวเดิน หากแผ่นทางเท้าเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ก็ยกแผ่นทางเท้าออกปรับแต่งจนเรียบ เดินได้สะดวก

          การปูแผ่นทางเท้าให้เสมอกับระดับหญ้า เมื่อหญ้าสนามเจริญเติบโตก็จะสูงกว่าแผ่นทางเท้า รวมกับการใช้ทางเท้าบ่อยครั้ง ก็จะทำให้ทางเท้าจมลงจนมองไม่เห็นทางเท้าได้

     9. เก็บงาน เป็นงานขั้นตอนสุดท้ายของการจัดสวน หลังจากจัดสวนเสร็จสิ้นแล้วก็จะต้องดูแลสวนอีกประมาณ 1 เดือน ในระยะนี้จะต้องดูแลการเจริญเติบโตของพรรณไม้ ป้องกันโรคและแมลงที่จะมีขึ้น รวมทั้งทำการตัดหญ้าให้เรียบสม่ำเสมอ หากพรรณไม้ชนิดใดชำรุดเสียหาย หรือตายไปจะต้องรีบเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย บริเวณใดที่ดินปลูกยุบตัวลง ก็ทำการเติมดินผสมลงไป ตัดแต่งทรงพุ่มของพรรณไม้ต่าง ๆ ให้ได้รูปทรงที่ต้องการ ในระหว่างที่ดูแลสวนอยู่ 1 เดือนนี้ หากมีโอกาสพูดคุยชี้แจง อธิบายให้เจ้าของสถานที่รู้จักและเข้าใจธรรมชาติของพรรณไม้นั้น ๆ รวมทั้งการดูแลรักษาก็จะเป็นการดีเพราะการจัดสวนทุกแห่ง แม้จะเริ่มจัดให้สวยงามเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าขาดการเอาใจใส่ดูแลที่ถูกต้องในเวลาต่อมา สวนนั้น ๆ ก็จะมีลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปจากแบบแปลนเดิม ส่งผลให้เกิดความผิดหวังแก่เจ้าของสถานที่ได้

   10. ส่งมอบงาน เมื่อจัดสวนเสร็จสิ้น  และดูแลรักษาเก็บรายละเอียดต่าง ๆ เป็นเวลา 1 เดือนแล้ว  ผู้ออกแบบจัดสวนก็จะส่งมอบงานให้เจ้าของสถานที่นั้น ๆ ดูแลสวนต่อไป ซึ่งเจ้าของสถานที่อาจจะดูแลรักษาสวนเอง หรือจ้างบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบริษัทใดดูแลก็อาจทำได้

          การส่งมอบงานภายหลังการจัดสวนจะใช้เวลานานเท่าใดอยู่ที่สัญญาว่าจ้าง เพราะการจัดสวนแต่ละครั้งจะต้องทำสัญญาต่อกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกและสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย คือ เจ้าของสถานที่และผู้รับจัดสวน การทำสัญญาจะส่งผลให้มีการจ่ายเงินเป็นงวดงานได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญา การส่งมอบงานส่วนมากจะส่งมอบภายหลังการจัดสวนเสร็จสิ้นทันที และผู้จัดสวนควรมีการรับประกันต้นไม้ให้กับผู้ว่าจ้างด้วย แต่การรับประกันจะต้องมีการตกลงเงื่อนไขการรับประกันให้ชัดเจน  เช่น ประกันต้นไม้ใหญ่ถ้าตายภายใน 6 เดือน เปลี่ยนฟรี แต่ต้องได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ใช่ต้นไม้ตายเพราะขาดการดูแล หรือภัยธรรมชาติ  น้ำท่วม การรับประกันก็จะยกเว้น ไม่ต้องชดใช้ต้นไม้ เป็นต้น  

ที่มา:

view